Articles

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนซื้อแอร์

            แอร์หรือเครื่องปรับอากาศ คือสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นมากในปัจจุบัน เพราะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี สร้างอุณหภูมิที่เหมาะสมในการดำรงชีวิตให้กับที่พักอาศัย สถานที่เรียนหนังสือ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือสถานที่ทำงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานนั้น มีเรื่องที่ผู้ใช้งานควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อตามรายการต่อไปนี้

1. รูปแบบของแอร์ที่ต้องการใช้งาน

รูปแบบของเครื่องปรับอากาศนั้นจะส่งผลต่อการจัดวางและลักษณะการใช้งานโดยตรง ดังนั้นผู้ที่สนใจจึงควรพิจารณาเลือกรูปแบบของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การใช้งาน และลักษณะการใช้งานที่ต้องการตามรายละเอียดต่อไปนี้

1.1 เครื่องปรับอากาศแบบตั้งกับพื้น ถือเป็นเครื่องปรับอากาศรูปแบบดั้งเดิมที่ติดตั้งได้ง่าย เพราะไม่จำเป็นต้องเตรียมอุปกรณ์ยึดเกาะต่าง ๆ ก็สามารถตั้งเครื่องไว้กับพื้นเพื่อใช้งานได้แล้ว แต่ก็ทำให้เกิดข้อจำกัดในกรณีที่พื้นที่ใช้งานมีขนาดเล็ก เพราะจะส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองพื้นที่จัดวางสิ่งของส่วนอื่น ๆ ได้

1.2 เครื่องปรับอากาศแบบแขวน เป็นแอร์รูปแบบที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับขนาดอาคารในปัจจุบัน สามารถติดตั้งบนผนังตามระดับความสูงที่ต้องการได้ จึงช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้งานบนพื้นให้เพิ่มมากขึ้นได้ดี ถือเป็นรูปแบบของเครื่องปรับอากาศแบบมาตรฐาน ที่มีหลายขนาดให้เลือกใช้ตามความต้องการ สำหรับการติดตั้งควรเลือกผนังบริเวณที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่มีความแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักของเครื่องปรับอากาศได้ดีด้วย

1.3 เครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่ เป็นเครื่องปรับอากาศอเนกประสงค์ที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกตำแหน่งที่ตั้งของเครื่องปรับอากาศได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเตรียมพื้นที่ติดตั้งใด ๆ ก็สามารถใช้งานได้ทันที แต่การเลือกตำแหน่งที่วางต้องพิจารณาถึงความร้อนที่ถูกระบายออกมา และอาจมีการกระจายความเย็นที่น้อยกว่าเครื่องปรับอากาศแบบอื่น ๆ

1.4 เครื่องปรับอากาศบนเพดาน ถือเป็นรูปแบบของเครื่องปรับอากาศที่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ลักษณะของเครื่องปรับอากาศจะถูกฝังอยู่ในเพดาน จึงต้องพิจารณาระบบการดูแลรักษาภายใต้เพดานให้ดี แต่ก็มีข้อดีที่ความสวยงาม และประหยัดพื้นที่

2. ขนาดของเครื่องปรับอากาศ

ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของแอร์เป็นอย่างมาก เพราะหากขนาดของเครื่องปรับอากาศเล็กเกินไป ก็จะไม่สามารถรองรับการทำงานได้ ส่งผลให้อากาศภายในห้องไม่เย็นเท่าที่ควร หรือต้องใช้เวลานานกว่าห้องจะเย็นลงในระดับที่ต้องการ ขนาดของเครื่องปรับอากาศนั้นจะใช้หน่วยวัดว่า BTU วิธีในการคำนวณ BTU อย่างง่ายคือการนำขนาดตารางเมตรของห้อง คูณด้วย 650 – 800 ก็จะได้ค่า BTU ที่เหมาะสมกับขนาดของห้องนั้น ๆ ตัวอย่างขนาดห้อง 50 ตารางเมตร นำมาคูณด้วย 650 คิดเป็นขนาด BTU ที่ 32,500 BTU นั่นเอง และอาจพิจารณาเพิ่มอีกอย่างน้อย 5% ในกรณีที่ห้องที่ต้องการใช้งานนั้นถูกแสงแดดส่องเกือบตลอดทั้งวัน หรืออยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างร้อนกว่าปกติของบ้าน เพื่อให้เครื่องปรับอากาศสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

3. รูปแบบของคอมเพรสเซอร์

ส่วนประกอบคอมเพรสเซอร์นั้น มักเป็นส่วนประกอบที่ผู้ซื้อหลาย ๆ คนละเลย แต่ทราบหรือไม่ว่ารูปแบบของคอมเพรสเซอร์สามารถส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานของแอร์ได้โดยตรง โดยสามารถแบ่งประเภทของคอมเพรสเซอร์ได้ตามรายละเอียดต่อไปนี้

3.1 คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ มีรูปแบบการทำงานคือใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยาให้เครื่องทำงาน ช่วยในการกระจายความร้อนได้ดี จึงเหมาะกับเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็จะมีข้อด้อยที่เกิดเสียงค่อนข้างดังในระหว่างการใช้งาน

3.2 คอมเพรสเซอร์แบบโรตารี่ เป็นคอมเพรสเซอร์ที่ใช้การทำงานของใบพัดที่มีการหมุนในรอบที่เร็วและแรง ทำให้เสียงในการทำงานไม่ดังมาก แต่ความเร็วในการเปลี่ยนถ่ายความร้อนจะน้อย จึงเหมาะกับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กมากกว่า

3.3 คอมเพรสเซอร์แบบขด รูปแบบการทำงานเป็นใบพัดก้นหอยที่มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีมาก โดยไม่ก่อให้เกิดเสียงรบกวนที่ดังมากด้วยเช่นกัน

4. ความยาวของการวางระบบท่อน้ำ

ระบบท่อน้ำคือระบบที่ใช้ในการระบายน้ำที่เกิดจากการควบแน่นในระหว่างการใช้งานออกไปจากตัวเครื่อง ซึ่งจะผันแปรตามตำแหน่งที่ทำการติดตั้งแอร์ ดังนั้นก่อนที่จะทำการติดตั้งเครื่องปรับอากาศทุก ๆ ครั้ง ควรวัดขนาดความยาวของท่อน้ำด้วย และแนวท่อน้ำที่ดีไม่ควรมีรอยต่อ หรือลักษณะที่ยกสูงขึ้น เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาน้ำขังที่จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้โดยตรง

5. คุณสมบัติของการประหยัดพลังงาน

เนื่องจากเครื่องปรับอากาศคืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากในการทำงานแต่ละครั้ง คุณสมบัติด้านการประหยัดพลังงานจึงเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อหลาย ๆ คนให้ความสำคัญ โดยทั่วไปผู้ช้ามารถพิจารณาได้จากการติดตั้งฉลากเบอร์ 5 3 ดาว ของหน่วยงานราชการ หรือพิจารณาจากค่า EER (Energy Effi ciency Ratio) หรือประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องปรับอากาศ พิจารณาจากประสิทธิภาพการทำความเย็นในแต่ละชั่วโมงต่อกำลังพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ โดยค่า EER ยิ่งสูง แสดงว่าเครื่องปรับอากาศนั้นจะยิ่งกินไฟน้อยลงตามไปด้วย หรือพิจารณาเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีระบบการทำงานแบบ Inverter ซึ่งใช้ Sensor ในการตรวจจับความร้อนในห้องแทนการส่งกำลังตามรอบของความเย็น ทำให้ระดับความเย็นของห้องสม่ำเสมอมากกว่าเดิม จึงไม่มีช่วงสวิงของการใช้กำลังไฟฟ้า ส่งผลให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าไดมากขึ้น แต่เครื่องปรับอากาศรุ่นนี้ก็จะมีราคาสูงกว่าการทำงานรุ่นอื่น ๆ นั่นเอง

เมื่อทราบสิ่งที่ต้องรู้ก่อนซื้อแอร์ตามรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้ว เชื่อว่าผู้ซื้อคงจะได้เครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับบ้าน ที่เรียน ที่ทำงาน หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง ในราคาของเครื่องที่ไม่แพงเกินไป และช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่งด้วย

Back to list